Sicko
หลายอาทิตย์ก่อนเกิดตาบวมโดยไม่มีสาเหตุ (ที่ถูกคือไม่รู้) เลยตัดสินใจไปหาหมอ ส่วนหนึ่งก็ด้วยความอยากลอง เพราะบัตรประกันสุขภาพที่เค้าบังคับให้ทำนั้นก็ไม่ถูกซักเท่าไร แน่นอนว่าต้องนัดล่วงหน้าเพราะประเทศนี้จะตัดผมยังต้องนัดล่วงหน้า
พอไปถึงก็ได้รับแบบฟอร์มยาวเหยียด เพื่อตรวจประวัติว่าเราหรือพ่อแม่เคยเจ็บป่่วยอะไรมาบ้าง จริงๆตอนทำประกันก็น่าจะมีข้อมูลนี่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ กรอกไปด้วยความอุบอิบ ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าทำไมเค้าต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนี้ หลังจากยื่นแบบฟอร์มไปให้พยาบาลก็พร้อมเข้าตรวจได้ จะว่าไปนัดล่วงหน้ามันก็ดีตรงนี้สินะ
เนื่องจากบรรยากาศห้องตรวจมันดูคุ้นๆ เลยแอบคิดไปเองเป็นการใหญ่ว่าจะเป็นคุณหมอ ซาร่า แืทนเครดี้ ออกมาตรวจ ก่อนจะพบความจริงว่าเราไม่ได้เป็น ไมเคิล สกอฟิลด์ เลยต้องเศร้าไปหลายชั่วครู่
แค่ตาบวมก็ทำให้คนเราบ้าบอได้
ตรวจไปเล็กน้อยก่อนจะได้ใบสั่งยาลายมือมาตรฐานคุณหมอโลกมา จากนั้นก็ต้องเดินไปร้้านขายยาซึ่งก็ีมีอยู่หลายที่เช่น CVS หรือ Wallgreens เลือกไปอันหลังไม่ใช่เพราะใช้ SVN แต่เนื่องจากมันใกล้บ้าน
หลังจากไปถึงก็ยื่นใบสั่งยาไปให้พร้อมบัตรประกันสุขภาพ เดินตากแอร์อีกเล็กน้อยก็ได้ยามาพร้อมกับใบเสร็จเก็บเงิน $30.00 เห็นราคาแล้วเข้าใจว่าถ้ากลับมาซื้อที่ประเทศไทย อาจจะมีหยอดได้ตลอดชีวิต ตอนแรกนึกว่าประกันสุขภาพที่มีอยู่คงจะไม่ค่อยดีถึงต้องจ่ายเพิ่ม แต่พอเห็นใบเสร็จพร้อมคำกล่าว
Your insurance saved you $84.99
นอกจากจะซื้อหยอดที่เมืองไทยได้ตลอดชีวิตแล้ว ยังคุ้มครองครอบครัวและเผื่อแผ่ถึงเพื่อนบ้านได้อย่างไม่ต้องกังวล
ทุกวันนี้ตาเป็นปกติดีแล้ว ยายังเหลืออยู่ไม่น้อย เอาไปขายหาเงินคืนซะดีมั้ย
.
Sicko พูดถึงเรื่องระบบรักษาพยาบาลที่บูดเบี้ยวผิดเพี้ยน ของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศพัำฒนาแล้วอย่างอเมริกา ประเด็นเริ่มต้นเลยก็คือหากคุณไม่มีประกันสุขภาพ การเข้าไปพบแพทย์ก็ไม่ต่างอะไรกับถูกโจรปล้นบ้าน เพราะค่ารักษาพยาบาลที่นี่แพงสุดขีด ในหนังยกตัวอย่างคนที่ประสพอุับัติเหตุจากเลื่อยไฟฟ้า นิ้วหนึ่งแหว่งช่วงปลาย อีกนิ้วขาด โรงพยาบาลแจ้งว่าค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวน $12,000 และ $60,000 ตามลำดับ สุดท้ายก็ต้องเลือกรักษาแค่นิ้วแรกและลาจากอีกนิ้วไปตลอดกาล
แต่ประเด็นต่อมาซึ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ ต่อให้มีประกันสุขภาพก็ใช่ว่าจะหมดเรื่อง เพราะบริษัทประกันจะทำทุกวิถีทางที่จะเบี้ยวคนไข้ การกรอกประวัติสุขภาพอันยืดยาวก่อนการรักษา ไม่ใช่เป็นการให้ข้อมูลเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่เป็นข้อมูลที่บริษัทประกัน นำไปใช้ตรวจสอบดูว่าคุณมีประวัติอะไรที่สามารถนำไปใช้แก้ต่าง และเพิกถอนการจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ดังนั้นในประเทศนี้ถ้าคุณเกิดเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา ก็อาจจะกลายเป็นคนล้มละลายได้ภายในพริบตา
ไมเคิล มัวร์ตั้งคำถามว่าทำไมอเมริกาถึงไม่มี Universal Health Care อย่างที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส หรือกระทั่งประเทศที่อเมริกาสร้างภาพแห่งความชั่วร้ายให้อย่างคิวบา ส่วนนี้ในหนังสามารถทำให้คนดูเคลิ้มได้อย่างง่ายๆ แม้หลายคนจะพยายามโจมตีว่าเป็นการสร้างภาพเกินจริง และหลายต่อหลายคนก็แย้งว่าการจะทำระบบนี้ได้ต้องใช้เงินอย่างมหาศาล
ซึ่งแน่นอนว่าอเมริกาคงจะไม่มีเงินพอจะทำ เพราะต้องเอาไปทำสงครามที่ตัวเองก่ออยู่หลายแสนล้าน
หลายอย่างใน Sicko อาจจะเป็นการเปรียบเทียบที่โอนเอียงตามสไตล์์ แต่ถ้าก่อนจะทำการรักษา โรงพยาบาลต้องรอคำอนุญาตจากบริษัทประกัน ว่าจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้หรือไม่ ก็ดูจะเป็นปัญหาที่ชัดแจ้งและก็ไม่อาจปฎิเสธได้
ไมเคิล มัวร์ถามคุณหมอที่ฝรั่งเศสว่า “ทำไมรัฐบาลถึงบริการประชนดีขนาดนี้”
คุณหมอตอบว่า “เพราะรัฐบาลกลัวประชาชน”
มาทำตัวน่ากลัวกันดีกว่า…

August 1st, 2007 at 9:22 am
เรื่องยาหยอดตานั้น
หากอ่านใบกำกับยาดีๆ จะพบว่ายาหยอดตามีอายุไม่เกิน 3 เดือน
มิหนำซ้ำบางยี่ห้องก็จะมีอายุเพียง 1 เดือนเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าจะไปขายต่อในตลาดมืด ก็ควรจะเร่งมือนิดหนึ่ง
ส่วนเรื่องประกันสุขภาพนั้น
ที่ไหนก็สู้เมืองไทยไม่ได้หรอก
30 บาท ประกันทุกโรค (ว่า…)
แจ่มจริง
August 1st, 2007 at 5:20 pm
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ
August 2nd, 2007 at 9:43 pm
ชอบดูหนังของอีตาเนี่ย (เรียกงี้หยาบไหมนะ) แต่แบบว่าเห็นหน้าเขาแล้วอยากเรียกแบบนี้ คือถึงจะรู้ว่ามีโอนเอียง แต่ว่าด่าอเมริกาแล้วสะใจดี ฮ่าฮ่า โรคจิตดีๆนี่เอง
ว่าแต่ สามสิบบาท เมืองไทยไม่มีแล้วน้า คุณพิว
ตอนนี้เขาเปลี่ยนเป็นเหมือนกับไปแบบเดิมน่ะ
ไม่ต้องจ่ายเงินก็รักษาได้ แต่ในนาม”อนาถา”
(อ่านมาอีกทีอะนะ)
August 2nd, 2007 at 10:19 pm
คนไทยโชคดีจริงๆ อืม
August 6th, 2007 at 10:27 pm
อาจจะด้วยรักษาฟรีนี่ละ
ชักจะเริ่มติดกับดักแล้ว
ไปหาหมอทีรัย
หมอชอบแจกยาเป็นว่าเล่น
แต่คำอธิบายนี่ต้องคาดคั้นเอา
ก็ยารักษาได้ทุกอย่างนี่เนอะ
คงต้องทำตัวน่ากลัว บ้างละ
August 6th, 2007 at 10:43 pm
เคยนั่งคุยเรื่อง 9/11 ของท่านมัว
กับเพื่อนชาวอเมริกันคนนึง
เธอเป็นนักจิตวิทยาบำบัดด้วยนะ
เธอตอกกลับมาว่า “มันไม่ใช่เรื่องจริงนี่นา?”
แน่ละ ผมเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
แว๊ก! พูดยังกับเป็นหนังไซไฟไปได้