The Push Man and Other Stories
เคยเห็นจาก faylicity นานแล้ว เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่าน
The Push Man and Other Stories เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นที่วาดโดยคุณ โยชิฮิโร ทัตสึมิ (Yoshihiro Tatsumi) ประกอบไปด้วยเรื่องราวต่างๆกัน 16 ตอน ตีพิมพ์ครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1969 ก่อนจะมีการนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ และจัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายนปี 2005
ฉากในเรื่องราวเป็นภาพของญี่ปุ่นในยุคปี 60 อันเป็นปีที่เรื่องสั้นเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารขณะนั้น เรื่องราวทั้งหมดล้วนสะท้อนเรื่องเพศ กับความรู้สึกที่เก็บลึกอยู่ภายใน และความเป็นไปของสังคมผู้คนระดับล่างในตอนนั้น ก่อนเปิดปมตอนท้ายให้เห็นประเด็นที่ซ่อนไว้ แต่ยังคงเปิดปลายให้กับความคิดของผู้อ่านไปด้วยในขณะเดียวกัน
ความรู้สึกหลังพลิกผ่านหน้าสุดท้าย ต้องบอกว่าแตกต่างจากการ์ตูนที่เคยอ่านมาก่อนในชีวิตโดยสิ้นเชิง ถ้าโดยทั่วไปเลือดเป็นตัวแทนของความรุนแรงและความเจ็บปวด มือของผู้อ่านคงเปรอะเปื้อนเลือดท่วม ยิ่งกว่าที่เจอจากการ์ตูนฆ่าฟันบนท้องตลาดเป็นไหนๆ หรือถ้าจะจัดระดับแบบภาพยนต์ ระดับ R ก็คงไม่พอ
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่ออ่านมาถึงท้ายเล่ม จะมีข้อความจากผู้วาด โยชิฮิโร ทัตสึมิ ออกตัวถึงผู้อ่านว่า “ตัวผู้วาดเองเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง โปรดอย่าคิดว่าเรื่องราวที่เล่าผ่านในหนังสือ จะมีเค้าโครงจากลักษณะและรสนิยมโดยส่วนตัว”
แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านี่เป็นงานที่มุ่งเน้นแสดงความแรงของเนื้อหาแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะก่อนจะหยิบมาอ่าน มิได้คาดคิดว่าจะออกมาในแนวทางนี้ เลยเกิดความรู้สึกซึมซาบเรื่องราวมาอย่างหนักหน่วงก็เป็นได้ โดยเมื่อลองครุ่นคิดพินิจพิเคราะห์ดูอีกครั้ง ก็พบว่าเรื่องราวที่เล่าผ่านก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแหวกเลยจากความเป็นจริงในสังคม เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วและก็ยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่จะมีใครหยิบยกขึ้นมารึเปล่า ก็เท่านั้น
.
คำถามหนึ่งจากบทสัมภาษณ์โดย Publishers Weekly
ู
้Q: ผู้่อ่านจำนวนมากชอบที่จะสัมผัสกับเรื่องราวที่ช่วยนำพาออกจากโลกของความเป็นจริง ทุกๆคนรื่นรมย์ไปกับจินตนาการเหนือจริงเวลาอ่านนิยายหรือหนังสือการ์ตูน ทำไมคุณถึงเลือกที่จะเขียนเรื่องราวที่สะท้อนถึงความสิ้นหวัง ท้อแท้ น่าสลดใจ และมุมมองอันหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมในชีวิตประจำวันแบบนี้
A: โดยแก่นแท้แล้ว งานของผมก็เป็นเหมือนส่วนต่อจากเรื่องราวชีวิต และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชีวิต โดยเฉพาะงานที่ถูกเลือกให้ตีพิมพ์โดย Drawn & Quaterly งานเหล่านั้นเป็นเหมือนส่วนคู่ขนานกับนิยายประเภท shishosetsu หรือ I novel (งานประเภทที่มีตัวละครเอกเป็นผู้บรรยายเรื่องราวและความรู้สึก) ประมาณนี้ล่ะ มันสะท้อนความรู้สึกของตัวผมเอง กับการที่ต้องตกอยู่ในห้วงอารมณ์ ของแรงปราถนาที่อยากจะประสพความสำเร็จกับงานที่ทำ แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า
ผมจึงไม่ทันได้คิดถึงคนอ่าน ผมคิดแค่ว่าถึงยังไงงานของผมก็คงไม่มีวันประสพความสำเร็จอยู่แล้ว ผมจึงผลิตงานอย่างที่อยากจะทำ และใส่ความรู้สึกของผมลงไป อย่างที่ผมรู้สึกจริงๆ
.
ตัวอย่างตอน The Burden หนึ่งในงานที่ถูกรวบรวมอยู่ใน The Push Man and Other Stories.
“หากนึกอยากอยู่รอดในหมู่คน หนีไม่พ้นต้องดิ้นรนอย่างเดียวดาย”

March 22nd, 2007 at 3:38 pm
นึกถึงหนังญี่ปุ่นหลายๆ เรื่องที่เล่นเรื่องประมาณนี้
ส่งผลต่อยอดกลายเป็น old boy ไปจนถึง sympathyฯ
ในวัฒนธรรมเกาหลี
ยังไงก็ไม่เข้าใจความรุนแรงพวกนี้อยู่ดี
ความรุนแรงซ้อนทับมันน่าเศร้านะ
แต่จะให้เราหมกตัวอยู่ในโลกของของความเศร้าหม่นหมองของหว่องกาไหว
หรือมุราคามิก็เกินทนอีก
ดูเหมือนวัฒนธรรมพวกนี้เล่นกับความซาดิสต์
(ที่เห็นคนอื่นเป็นทุกข์/ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์)
ในใจของเรา ว่าไหม
March 24th, 2007 at 3:38 pm
พูดถึงเฉพาะหนังสือเล่มนี้ิแล้วกัน
มันอาจจะดูโจ่งแจ้งและเปิดเผย ยิ่งตอนที่หยิบมา ก็ดูจะเน้นภาพนั้นมากขึ้นไป แต่วันนี้ลองนั่งคิดถึงรายละเีอียดของอารมณ์จากภาพที่แสดงในแต่ละช่อง นึกถึงเหตุการณ์ตอนจบของหลายๆตอนแล้ว เราเพิ่งเห็นว่ามันมีความนุ่มนวลแฝงอยู่จริงๆ อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่เราว่า่โลกไม่ได้เดินไปอย่างที่เราอยากให้เป็นได้ตลอดเวลา เส้นทางที่ต้องเลือกอาจจะดูไม่สวยงาม หรือยิ่งกว่าผิดวิถีทาง แต่ใครจะรู้
ใครที่มีโอกาสเจอหนังสือเล่มนี้ ต้องลองพลิกดูแล้วอ่านอย่างตั้งใจ มันมีอะไรที่น่าประทับใจแฝงอยู่จริงๆ
March 25th, 2007 at 7:52 pm
ขออภัย อ่านที่คุณ s65 เขียนในคอมเมนต์แล้วนึกถึงสถานการณ์บางอย่างที่เราเอาตัวเองเข้าไปใส่อยู่ในนั้นที่เพิ่งได้ฟังมา
เพื่อนเพิ่งเล่าว่าเขาไปดูโคโยตี้มากับเพื่อน แล้วก็พบว่าเป็นการเอาตัวเองไปใส่ในสถานการณ์ที่มันแปลกหน่อยๆ เมื่อพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางเฮียๆ และ “สติ๊กเกอร์”
ทั้งที่มันเจ็บปวดในบางมุมมอง แต่มุมกว้างๆ เราก็เห็นว่าสังคมมันป่วยอยู่ข้างใน
(เพิ่งบอกเพื่อนว่าพาไปบาร์เกย์บ้างสิ อยากรับรู้อารมณ์พวกนั้นบ้างนะเธอนะ… ^^”)
April 6th, 2007 at 12:24 am
จริงๆ ตอนแรกที่อ่านถึงบรรทัดสุดท้าย
?หากนึกอยากอยู่รอดในหมู่คน หนีไม่พ้นต้องดิ้นรนอย่างเดียวดาย?
ชอบประโยคนี้นะ
แต่พอไปอ่านเรื่องใน link ที่ให้มา อืมมมม โหดร้ายเกินไปไหม หรือว่าจริงๆแล้วมันคือความจริง
อันที่จริง ฉันก็ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความฝันหรือว่าอะไร
ฉันคือคนหนึ่งที่มองโลกในแง่ร้าย
แต่บางทีอาจมีขอบเขตว่าร้ายได้แค่ไหน