SPUTNIK 65 Header Image

Homesick

January 18th, 2008 at 15:29 · Orbit

Homesick in my own home on Flickr - Photo Sharing!

อ่านนิตยสาร Wired เจอบทความ Global Mourning (html|pdf) แล้วก็แอบรู้สึกเออออไปกับเค้าด้วย

บทความที่ว่ามาจากการศึกษาโดยคุณ Glenn Albrecht ที่เริ่มต้นจากสภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงที่ประเทศออสเตรเลีย อันส่งผลให้สภาพแวดล้อมในหลายพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อันได้นำพาความหมองเศร้าสู่ปวงชนโดยไม่ต้องมีการสมคบคิด

ความเศร้าที่ว่าเป็นความเศร้าที่คุณ Albrecht เชื่อว่าเป็นความเศร้าแบบใหม่ อันมาจากความรู้สึกผิดแยกแปลกถิ่นที่เกิดขึ้นในเมืองของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไป หรือนกกับต้นไม้ที่คุ้นตาต่างหนีหาย อันบ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมที่ทุกคนต่างคุ้นเคยนั้นได้จากไปแล้ว

จนเกิดเป็นอาการห่วงหาอาลัยบ้าน ทั้งๆที่ไม่ได้แม้แต่จะก้าวเท้าหนีจากไปไหน

ออกจะฟังดูน่าเศร้า แต่ถ้าลองนึกดู เมืองบนโลกนี้ต่างก็เปลี่ยนแปลงหน้าตากันอยู่ตลอดเวลา อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันเพียงข้ามคืน แต่ก็ไม่มีที่ไหนหยุดนิ่งทานกระแสกาลเวลาได้ ดังนั้นถึงเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ถ้าคิดว่านั่นยังเป็นบ้านของเรา จะอย่างไรแล้วมันก็ยังคงเป็นบ้านของเราอยู่

ซึ่งจะไม่น่าเศร้าเท่ากับการที่ไม่รู้ว่าบ้านของตัวเองนั้นอยู่ที่ใด

Riot On An Empty Street
Kings of Convenience: Homesick

Bus

December 31st, 2007 at 16:12 · Book · Me

หิมะตกลงมานานแค่ไหนแล้วก็ยังไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าหลังคาเล็กๆที่คอยกำบัง ยังคงปกคลุมทำหน้าที่ได้อย่างดี แม้จะไม่แน่ใจว่าจะทานทนได้อีกนานแค่ไหนกัน ผู้คนยังร้างราเหมือนครั้งเมื่อมาถึง ปล่อยให้ผมได้โปรดเปรยชมเชย ม้านั่งไม้เรียบอย่างเงียบเชียบตามลำัพัง

รถประจำทางขาดหายอย่างน่าสงสัย จนนึกโกรธที่ตัวเองไม่ได้อยู่ลอนดอน ตารางเวลาที่ไม่เคยมีกับแผนที่ที่ดูวกวน ผมชำเลืองมองถนนให้แน่ใจ ว่าเส้นทางที่รอคอยยังอยู่ดี ถ้าไม่นับน้ำแข็งเกราะกรัง ชวนหวาดเสียวหากลงลื่น เส้นทางที่รอคอยยังคงไม่ได้หนีหายไปไหน หากแต่พาหนะเคลื่อนพา ยังคงขาดหายไร้ร่องรอย จนอดคิดไม่ได้ว่า รถประจำทางที่ว่านั้นผ่านเลยไปแล้วหรือยัง

“มีแต่ีรถประจำทางคันนั้นเท่านั้นที่พาไปถึง” เสียงบางเสียงกรอกก้องอยู่ในใจ

“แล้วจะทำยังไง ถ้ารถคันนั้นไม่ผ่านมา” ผมโพล่งตอบไปแบบไม่รู้เรื่องราว

แล้วจะทำยังไง ถ้ารถคันนั้นไม่ผ่านมา

.

เสียงเพลงจากวงสวีเดนวงหนึ่ง กล่อมโสทผ่านประสาทให้สั่นสะท้าน บางทีเรื่องแปลกประหลาดก็อาจเกิดขึ้นได้ เรื่องที่ไม่ได้คาดหวัง เรื่องที่ปล่อยผ่านเลยไป รถประจำทางในลอนดอนอาจจะมาตลอดไม่ขาดสาย ขณะที่รถประจำทางในกรุงเืทพคงมีแต่ตราสัญลักษณ์ที่ทำได้ใกล้เคียง

แต่ก็เป็นครั้งคราว ๆ ที่รถที่เรารอคอย โผล่ขึ้นมาต่อหน้าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว รอยยิ้มปรากฎกับทุกคนทั้งคนรับและคนรอ เสน่ห์กรุงเทพ ? หรือว่าเรื่องลี้ลับ ? เปล่าหรอก มันก็เป็นอย่างที่มันเป็นแบบนั้นเอง

ผมยักไหล่ก่อนจะเริ่มรู้สึกถึงอาการโคลงเคลง แล้วทำไมจู่ๆผมถึงมาอยู่บนเรือพายกลางมหาสมุทรแบบนี้ได้ เหมือนอย่างเคยที่ทุกอย่างรอบตัวจะเวิ้งว้างโพลนพลาน ผมลองจับไม้พายเลียนแบบท่าทางจากที่เคยเห็น ผลที่ได้คือวนเวียนไม่ไปไหน ก่อนจะทันได้อัปปางตัวเอง เรือก็ชิงฆ่าตัวตายเสียก่อน เรือไม้แตกเป็นเสี่ยง เสียงดังคลุมโสตประสาท ไม่เคยนึกเลยว่าบั้นปลายชีวิตจะได้หวนคืนสู่ท้องทะเล

ดู The Radio Dept. เผื่อกันด้วย

.

ผมสะดุ้งตื่นจากเสียงหลังคาที่หักลงมา แปลกใจเหลือคณนา แทนที่จะนอนจมใต้หลังคา กลับมานอนกองห่างหลบไปอย่างเฉียดฉิว หลังคาตัวน้อยที่ดูมั่นคงดีในตอนแรก กลับเป็นอื่นไปได้ง่ายดายเหลืือเกิน

ผมนึกเศร้าใจกับชะตากรรมหลังคาน้อยได้ไม่นาน ก็ต้องตกใจไปกับเสียงโพล่ง

“สวัสดี” ชายแปลกหน้าแต่กลับดูคุ้นตาทักทายขึ้นมาจากเส้นทางสายหนึ่ง
“สวัสดี” ผมทักทายกล่าวตอบ ก่อนบอกเล่าสถานการณ์ตัวเองอย่างเบื่อโลก
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก รถคันนั้นต้องมาถึงแน่” ชายแปลกหน้ากล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ความสุขความสมหวัง กับการผจญภัย ได้มารอคอยแล้ว” ชายคนนั้นกล่าวต่ออย่างขึงขัง
ก่อนจะบอกตัวเลขมาหนึ่งชุด “43 52 18 34 20 05″

ความเคลือบแคลงใจชุดใหญ่ ถาโถมเกาะกินใจผมทันที

“ไม่ต้องห่วง” ชายคนนั้นยังคงยืนยัน

ผมยิ้มมุมปากตอบรับ ก่อนจะเห็นชายคนนั้นจะจากไปอีกเส้นทาง

แล้วจะทำยังไง ถ้ารถคันนั้นไม่ผ่านมา ๆ

“ย้อนเวลากลับไปปี 2005 สิ” เสียงบ้านั่นกรอกสู่รูหู
“เอาอย่างนั้นเหรอ” ผมตอบพร้อมครุ่นคิด เคยได้ยินเสียงนี้จากที่ไหนมาก่อนนะ ผมเริ่มคลับคล้ายคลับคลา
“ข้ามถนนไปรออีกฝั่งหนึ่ง แล้วจะมีรถประจำทางคันหนึ่งพาไป” เสียงนั่นบอกออกมาอย่างเนิบนาบระคนยินดี

ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ จู่ๆทุกเสียงบนโลกรอบตัวผมก็หยุดลง ผมลองมองรอบตัว ไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดใด ก่อนจะฉุกคิดถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งนานมา แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อมีลมลูกใหญ่โผล่มาปะทะปลายหน้าอย่างฉับพลัน เหมือนจะเยาะเย้ยเตือนสติกันว่า ป้ายที่ยืนอยู่นี้จะเกิดเป็นสถานี Mornington Crescent ไปได้อย่างไร

ไม่นานจากนั้น ท้องฟ้าก็ค่อยๆมืดตามกาลเวลา ไม่แพ้จิตใจของสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวในละแวกนี้

ลำแสงสองลำฉายสาดเส้นทาง ช่วยเรียกสติให้คืนกลับมาอีกครั้ง ก่อนที่ดวงตาของผมจะเบิกโพลง เมื่อพบว่านั่นเป็นแสงของอีกฝั่งถนน

ผมเดินตามไปแบบไร้สติ ก่อนจะเห็นรายชื่อเส้นทางที่ล้วนแต่เป็นตัวเลข 1981…1992.1994.1995.2000.2004.2005.2006 ความเย็นเฉียบเกาะกินเข้ามาทั่วทุกอณูร่าง ภาพหลายต่อหลายภาพฉายแฝงตามแต่ละตัวเลข เหมือนกรอบรูปที่มีภาพเคลื่อนไหวกำกับด้วยกาลเวลา

ผมลองมองกระจกหวังจะเห็นผู้โดยสารที่อยู่ข้างใน แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นเงาสะท้อนวัตถุุภายนอก ถนนที่มีแต่น้ำแข็ง หลังคาที่ถล่มลงมากองอยู่บนพื้น กับต้นไม้ไร้ใบที่อยู่ไกลออกไป

เหลือแต่ตัวผมเท่านั้นที่ไม่ได้สะท้อนอยู่ในกระจก

ผมพอจะรู้แล้ว ว่าค่าโดยสารที่จะต้องจ่ายนั้นคืออะไร

.

ผมมองดูเวลาบนข้อมือ ถ้าผมยังคงยืนนิ่งอยู่นี่ อีกไม่มีชั่วโมงเท่านั้น รถคันนี้ก็ึคงมีป้าย 2007 เพิ่มขึ้นมา ผมรู้ตัวดีว่าผมพร้อมจะจ่ายเพื่อให้ได้ขึ้นรถคันนี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ บางทีผมก็คงไม่อยากจะขึ้นรถคันนี้ซักเท่าไร ความทรงจำที่ย่ำแย่บางอย่างอาจจะกลายเป็นเรื่องที่มีค่า หรืออาจจะบ่อนทำลายยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้

แต่เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเรา ก็เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเรา และเพราะว่านี่ทำให้เราเป็นเรา มันก็คงต้องเป็นอย่างนี้นั่นแหละ

ผมมองรถประจำทางค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากไป กระจกผู้โดยสารไม่ได้เป็นเงาสะท้อนภาพภายนอกแล้ว แต่สามารถมองทะลุเข้าไปข้างในได้ ผมไม่สังเกตเห็นว่าจะมีผู้โดยสารนั่งอยู่แม้แต่คนเดียว ผมหัวเราะกับตัวเอง ก่อนจะลองวิ่งไล่ตามรถไป แม้ว่ารถจะวิ่งด้วยความเร็วเอื่อยเฉื่อย แต่ผมก็ไม่อาจจะวิ่งตามได้ทัน ผมลองลดความเร็วลงมาเหลือเพียงวิ่งเหยาะ ๆ แต่ก็พบว่าระยะห่างยังคงเดิม ถึงตรงนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจถูกแล้ว

ผมหยุดท่าทีสนใจปล่อยให้รถประจำทางคันนั้นจากไป เหลือก็เพียงความว่างเปล่าของท้องถนนเท่านั้น

ผมกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง

.

ม้านั่งตัวเดิมจมใต้เศษหลังคาน้อยไปแล้ว ผมคิดจะนั่งตรงขอบทางเดินแต่ก็เปลี่ยนใจ อีกไม่กี่นาที ช่วงเวลาแ่ห่งการผัดเปลี่ยนก็จะมาถึงแล้ว ผมกดน้ำกระป๋องจากตู้ขายอัติโนมัติที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

3..2..1..zero

ฟองฟู่พุ่งสูงจากกระป๋องเป็นสัญญาณศักราชใหม่

“ขอให้เป็นปีที่ดี”

“แน่อยู่แล้ว” เสียงนั่นยังคงตามหลอกหลอน แต่ก็เอาเถอะ

“สวัสดีปีใหม่” ผมกล่าวตอบอย่างยินดี

บางที บางที ผมคงไม่ต้องรอรถคันนั้นอีกต่อไป

.

The Radio Dept. - Lesser Matters
The Radio Dept.: Bus

Abandon The Old In Tokyo

November 21st, 2007 at 14:55 · Book

Abandon The Old In Tokyo | Drawn & Quaterly

หลังจากตื่นตาตื่นใจ (และตกใจ) ไปกับงาน The Push Man and Other Stories แล้วก็เพิ่งจะได้มีโอกาสอ่านงานที่ถูกนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษเล่มที่สอง ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Drawn & Quaterly เ้หมือนเดิม

Abandon The Old In Tokyo ยังคงเป็นการรวบรวมผลงานขนาดสั้นจำนวน 8 เรื่อง ขุณะ้เดียวกันแต่ละเรื่องก็มีความยาวมากกว่างานในคราวก่อน ความโดดเดี่ยวเจ็บลึกตามแนว gekiga ยังคงเดิม กับมุมมองจากตัวละครเปล่าเปลี่ยวในเมืองใหญ่อันพลุกพล่าน

หากเทียบกับงานคราวก่อนก็คงบอกได้ว่างานคราวนี้ดูนุ่มนวลกว่า อาจะเป็นเพราะความยาวที่เพิ่มขึ้น แต่ขณะที่ความรุนแรงอย่างเด่นชัดถูกเจือจางไป ความมืดหม่นกับหนักหน่วงถาโถมมากกว่าเดิม โดยเฉพาะตอน Unpaid ที่กล่าวชีวิตเจ้าของบริษัทผู้ล้มละลาย ก่อนปิดฉากชีวิตอย่างเฉียบเย็นไม่ต่างจากมือคนอ่าน

อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ คือความหลากหลายในเรื่องราวเส้นเดิมที่เพิ่มขึ้น อย่างเรื่อง The Hole ที่กล่าวถึงความขนขื่นที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว อันเป็นผลมาจากผู้ชายบนโลก แทนที่จะเป็นมุมมองสะท้อนจากชายวันปลายหนุ่มเหมือนเรื่องอื่น ๆ

มาคิดได้ว่าที่ชอบผลงานของคุณโยชิฮิโร ทัตสึมิ ก็คงเพราะเป็นหนังสือการ์ตูนที่ทิ้งความคิดห้วงคนึง ไว้อย่างที่คนอื่น ๆ ไม่อาจจะเทียบได้

จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่น่าำกลัวที่สุดในโลก ก็คงเป็นความจริงนี่เอง