SPUTNIK 65 Header Image

More Than This

September 5th, 2008 at 3:23 · Me · Movie · Music

ผมปัดฝุ่นสดใหม่ที่กองอยู่บนโต๊ะอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา ด้วยกลัวว่าฝุ่นนั้นจะฟุ้งกระจายลงผิดไปจากที่ตั้งใจ ใครหลายคนคงคิดว่าผมเป็นพวกรักสะอาดเสียเต็มประดา ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง เป็นคำตอบที่ผมคิดว่าใช่ แต่ด้วยละอายใจถ้าลองมองถึงสภาพเกลื่อนกลาดของสิ่งของที่กอง ๆ กันไ้ว้แล้ว เอาเป็นว่าผมไม่ชอบฝุ่นแค่นั้นก็แล้วกัน

แม้ว่าเหล่าสิ่งของมากมาย จะกองอยู่กันใกล้ชิดหนาแน่น แต่ก็ไม่เคยมีปัญหากับการหยิบหา ด่้วยระบบการซุกที่ดี ของต่าง ๆ จะมาโผล่เข้ามือได้อย่างไม่ยากเย็น วิธีการขั้นแรกคือซุกของไว้ในที่ ๆ เดียวกัน จากนั้นจัดแบ่งหมวดหมู่ตามลำดับการใช้สอย คุณลักษณะทางกายภาพ และที่มาที่ไปอันจัดเป็นข้อสำคัญ สุดท้ายเมื่อคุณอยากจะหยิบฉวยอะไรขึ้นมา ก็เพียงแต่ไล่ตามความสัมพันธ์จากสิ่งของต่าง ๆ นี่เอง

วิธีนี้อาจจะดูเปลืองเรี่ยวแรง และใช้หน่วยความจำในสมองไปมากมาย แต่ถ้าคิดเสียว่าเป็นการขัดเกลาหน่วยความทรงจำของก้อนสมอง มิให้แปรเปลี่ยนไปเป็นก้อนไขมัน ก็คงจะพอเอามาพูดได้ ทว่าความจริงแท้เหนืออื่นใดสำหรับผมแล้วนั้น ไม่มีความคิดจะเก็บของที่ไม่เหลือความทรงจำไว้แล้วแต่อย่างใด ดังนั้นวิธีการซุกอย่างที่ว่าก็ดูจะเข้ากับธรรมชาติของผมดีอยู่แล้ว ผมเฉไฉไปว่าอย่างนั้น

ผมสรุปความคิดของตัวเอง ก่อนจะเริ่มไล่ความสัมพันธ์จากเสียงลมที่ได้ยิน เศษกระดาษข้อความที่สอดไว้ในหนังสือ เหตุการณ์บางอย่างที่ล่องลอยออกมา กับกระป๋องโค้กหน้าตาประหลาด ก่อนผมจะหยุดลงที่ซีดีแผ่นหนึ่ง ซีดีแผ่นที่ว่ามีสกาเล็ต โยฮันส์สันกับเสื้อสีขาวบนที่นอนสีขาว อวดริมฝีปากสีแดงอ่อน ๆ กับนัยน์ตาชวนแนบกายชิดคู่ ที่บางคนก็อาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น

เครื่องเล่นเพลงของผมยังคงจากไป อย่างไม่มีวันกลับ ไม่ต้องมีตัวเลือกอะไรอีกต่อไป เสียงแผ่นซีดีเดินทางเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้ ทำให้ผมแอบหวาดผวาไปเล็กน้อย เสียงเพลง Intro / Tokyo เริ่มขึ้นอย่างเวิ้งว้าง ผมจำไม่ได้แล้วว่าหยิบมาฟังครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน แต่เสียงเพลง City Girl โดย Kevin Shields ในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งไหน ๆ ที่ผมจำได้เลยจริง ๆ

เวลา ผ่านไปเกือบห้าสิบนาที พร้อมกับภาพในหัวของผมที่วิ่งไปอย่างช้า ๆ เสียงเพลงบรรเลง 50 Floors Up ที่ค่อย ๆ เงียบหาย ช่วยผ่อนความคิดในหัวของผมให้เริ่มเบาบางลงจนสู่ช่วงว่างเปล่า ก่อนภาพการกระซิบไร้สุ้มเสียงจะค่อย ๆ เผยตนขึ้นมาทีละนิด ๆ

เธอว่า “เราน่าจะได้ทำอะไรด้วยกันมากกว่านี้นะ”
ผมทั้งเห็นด้วย และก็คิดต่าง
“ความทรงจำของเราสองคนก็ดูเรียบง่ายจริง ๆ”
“แต่คงไม่มีวันไหนที่จะลืมได้ลงกระมัง” ผมตอบกลับไป

ภาพเบื้องหน้าแอบแลดูพร่ามัวลงไป ฟากเธอก็เช่นเดียวกัน
มากกว่านี้จะเป็นอย่างไร ผมไม่ใคร่คิดสงสัย

ลมพัดพร่าผ่านเราไป ก่อนจะพาหันเหให้ต่างทิศทาง
ไม่มีโอกาสอื่นอีกต่อไป กับเรื่องหนึ่งท้ายที่อยากบอก

“…”

.

Lost In Translation Soundtrack (Japan Version)
Hidden track on 50 Floors Up (Japan Version)

Lost in Translation (More than This)

The Wind That Shakes the Barley

September 2nd, 2008 at 1:53 · Music

Promise me, Damien.
Promise me you won’t bury me next to them.

From The Wind That Shakes the Barley

Travis Live in Bangkok

July 31st, 2008 at 23:32 · Gig

ยืนฟังเพลงจังหวะย้ำคิดย้ำทำอยู่นานสองนาน ด้วยความอนุเคราะห์จากคนจัดงานที่แอบใจดีโดยไม่มีการกล่าวถาม รู้สึกกระเดิกกระดากแต่ก็พยายามทำตัวกลมกลืน เพื่อความหฤหรรษ์ของปวงชน นับนิ้วได้ไม่เกินสองนิ้วกับความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนได้เจอกันมา ก่อน ก็ต้องมีบ้างสินะ ก่อนจะชูมือลาแบบไม่แอบปิดความดีใจ

คนเยอะ ๆ แน่น ๆ อยู่ไม่นานก็ถึงคราที่รอคอย ไฟดับไฟสว่าง ก่อนเปิดตัวขึ้นมาแบบเอื่อย ๆ งง ๆ ทั้งคนเล่นและคนดู ก่อนจะมาเริ่มจุดประกายกับฝูงชนด้วย Writing To Reach You ถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มอยากเอาคนรับผิดชอบเรื่องเสียง ไปฝังใต้ทะเลหมื่นไมล์ไม่ให้ได้กลับมาแตะต้องเสียงสายกันอีกต่อไป

คุณ ฟรานคงเริ่มมั่นใจแล้วว่าคนมาดูทราวิสกันจริง ๆ จึงได้เริ่มเปล่งเสียงทักทาย สอดส่ายสายตามาถึงคนดู รอยยิ้มส่งกันไปส่งกันมา ก่อนเริ่มพาเหรดเพลงสุดนิยม ให้ชมกันอย่างต่อเนื่องถูกใจ

“We’re strangers but we came here on one purpose, hopefully!
Well or maybe two… (with the voice down).
We might be strangers but we should make this as an opportunity :)”

คุณฟรานก็พูดประมาณนี้ ก่อนท่วงทำนอง Closer จะเริ่มตามมา ให้เป็นโอกาสของใครในนั้นได้เปิดหากัน

เพลงใหม่จากอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะมา ชวนนึกถึงการเดินทางครั้งใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิมอย่างมากมาย “Travis is rock!” เสียงคุณฟรานบอกกล่าวจากคราวก่อนที่ยังคงก้องในหัว กลายเป็นความจริงที่เป็นรูปธรรมเกินกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก ก่อนจะปิดฉากกันเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมากับ Turn ที่ทำลายกล่องเสียงของคนดูไปได้อีีกมากมาย

ก่อนจะถึงเวลารวมตนบนหน้า เวทีกับ Flowers in The Window ที่มีคนแอบซึ้งน้ำตาไหล ก่อนจะปิดการแสดงตามธรรมเนียมด้วย Why Does It Always Rain On Me ที่ไม่ลืมหลอกล่อฝูงชน ให้กระโดดกันโดยมิต้องห่วงใยสังขารกันอีกต่อไป

ความรู้สึกเหมือนยังไม่จบ แอบตามหลอกหลอนอยู่นิด ๆ จะต้องทำอย่างไรถึงจะได้ฟัง Big Chair สด ๆ กัน

ผมยักไหล่ก่อนจะออกสู่เส้นทางกลับที่แอบรกชัฎ พลางร้อง I’m so happy coz you’re so happy อยู่เงียบ ๆ เค้าว่าเลข 3 เป็นเลขมหัศจรรย์ หวังจะได้พิสูจน์กันในอนาคตที่ไม่ไกล

.

รายชื่อเพลงตามลำดับ ลอกจากคุณ merveillesxx

1. Chinese Blue
2. Pipe Dreams
3. Writing to Reach you
4. Selfish Jean
5. Eyes Wide Open
6. Beautiful Occupation
7. Side
8. Love Will Come Through
9. Closer
10. Sing
11. J.Smith
12. Something Anything
13. Longway Down
14. Song to Self
15. Driftwood
16. All I want to do is Rock
17. Turn
Encore
18. Flowers In The Window
19. Why Does It Always Rain On Me

ดูเพลงกับรูปจากคราวที่แล้วได้ที่ Travis is Art, Music and Jaffa Cakes